May.15

Animal Farm วรรณะกรรม แนวเสียดสีการเมือง ประพันธ์โดย George Orwell ชาวอังกฤษ

Animal Farm เป็นวรรณะกรรมอมตะ แนวเสียดสีการเมือง ประพันธ์โดย George Orwell นักเขียนชาวอังกฤษ ตีพิมพ์จำหน่ายครั้งแรกเมื่อ17 สิงหาคม ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) แปลเป็นภาษาไทยหลายเวอร์ชั่น มีการนำไปสร้างเป็นภาพยนต์ และมีการนำไปแสดงเป็นละครเวทีด้วย……

โครงสร้างของเรื่อง Animal Farm ผู้ประพันธ์ต้องการวิพากษ์วิจารณ์เสียดสีการเมืองของสหภาพโซเวียตรัสเซีย ในสมัยที่มีการปฏิวัติล้มล้างการปกครอง ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงยุคผู้นำที่มีชื่อว่า “โจเซฟ สตาลิน”

โดยสมมุติตัวละครเป็นสัตว์นานาชนิดที่มีชีวิตอยู่ร่วมกัน ในฟาร์มแห่งหนึ่งชื่อ “ไร่แมนเนอร์”  ซึ่งมีชาวนาขี้เมาเป็นเจ้าของ แต่เพราะฤทธิ์สุราทำให้เขาละเลยและไม่รับผิดชอบ ไม่ใส่ใจดูแลบรรดาสัตว์ต่างๆเป็นเหตุให้พวกสัตว์ทั้งหลายรวมตัวกันปฏิวัติ

โดยมีผู้นำเป็นหมู 2 ตัวชื่อ สโนว์บอล และ นโปเลียน เข้ายึดอำนาจจากเจ้าของฟาร์ม

เริ่มจากค่ำคืนหนึ่ง เฒ่าเมเจอร์ หมูเก่าแก่ที่สัตว์ทุกตัวนับถือ ได้ปลุกอุดมการณ์ของเหล่าสัตว์ว่ามนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่บริโภคโดยไม่ผลิต
ทั้งยังกดขี่สัตว์ให้ทำงานแลกกับส่วนแบ่งอันน้อยนิดแล้วก็กอบโกยผลผลิตไปแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งก็ได้ผล สัตว์ทั้งหมดร่วมกันก่อการปฏิวัติ

“จงจำไว้ว่าอุดมการณ์ของเจ้าจะต้องไม่หยุดชะงักไม่มีการตกลงใดๆ ที่จะทำให้เจ้าหลงทาง
อย่าฟัง หากมีมันคนใดกล่าวว่ามนุษย์และสัตว์มีผลประโยชน์ร่วมกัน” เฒ่าเมเจอร์ กล่าว ก่อนจะตายจากไปด้วยความชรา

สัตว์ทุกตัวซึมซับอุดมการณ์เหล่านั้น และต่างมีเป้าหมายของการปฏิวัติตรงกันคือ เพื่ออิสรภาพ

แนวคิดแบบสัตว์นิยมก่อร่างขึ้น แต่ก็เกิดคำถามที่ท้าทายสวนทางกับจิตวิญญาณของสัตว์นิยมสัตว์ บางตัวพูดถึง ความภักดีต่อ ‘เจ้านาย’ ผู้ให้อาหาร
โดยเฉพาะเจ้าม้ามอลลี่ที่ถามว่า
“เมื่อปฏิวัติแล้วจะมีน้ำตาลก้อนกินไหม แล้วจะมีริบบิ้นผูกคอไหม”
คำตอบ ที่มอลลี่ได้ก็คือ
“สัตว์ไม่มีเครื่องมือสำหรับทำน้ำตาลก้อน และน้ำตาลก้อนจะไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป
เพราะสัตว์จะได้ครอบครองข้าวโอ้ตและฟางทั้งหมด และริบบิ้นเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นทาส”
มอลลี่เห็นด้วย แต่ไม่ค่อยสบายใจ…

แล้วการปฏิวัติก็สำเร็จ นายโจนส์ถูกเหล่าสัตว์ขับไล่ออกไป แมนเนอร์ฟาร์มถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “แอนิมอลฟาร์ม”
โดยพวกหมูสรุปหลักการแนวคิดแบบลัทธิสัตว์นิยม ออกมาเป็น บัญญัติเจ็ดประการ คือ

  1. อะไรก็ตามที่เดินด้วยสองขาคือศัตรู
  2. อะไรก็ตามที่เดินด้วยสี่ขาหรือมีปีกคือมิตร
  3. สัตว์จะต้องไม่สวมเสื้อผ้าสัตว์
  4. จะต้องไม่นอนบนเตียงสัตว์
  5. จะต้องไม่ดื่มเหล้าสัตว์
  6. จะต้องไม่ฆ่าสัตว์ด้วยกันเอง
  7. สัตว์ทุกตัวมีความเท่าเทียมกัน

สัตว์ทุกตัวต้องเรียนวิธีอ่านและเขียน แต่ไม่ใช่ทั้งหมดที่สามารถอ่านและเขียนได้คล่องแคล่ว
บัญญัติเจ็ดประการจึงถูกย่อลงสั้นๆ เหลือคติพจน์ที่ว่า ‘สี่ขาดี สองขาเลว’

ภายใน ฟาร์มเปลี่ยนระบบการปกครองใหม่
สโนว์บอลประกาศว่า “เก็บเกี่ยวให้เร็วกว่าที่โจนส์และลูกน้องของมันเคยทำไว้”
ส่วนนโปเลียนรับหน้าที่ดูแลผลผลิตที่ได้จากการเก็บเกี่ยว และยังแอบเอาลูกหมาที่เพิ่งคลอดไปเลี้ยงเอาไว้เอง ๙ ตัว

สัตว์ทุกตัวขยันขันแข็งในการเก็บเกี่ยว โดยเฉพาะเจ้าม้าบ็อกเซอร์ ที่พูดอยู่เสมอว่า “ข้าจะทำงานให้หนักขึ้น”

หมู ซึ่งถือกันว่าเป็นสัตว์ที่ฉลาดที่สุด ทำหน้าที่ควบคุมกำกับสัตว์อื่นๆ ไปโดยปริยาย
สโนว์บอล ซึ่งพูดเก่ง มักได้ชัยชนะจากเสียงส่วนใหญ่หลังมีการอภิปราย
ส่วนนโปเลียน เชี่ยวชาญในการหาเสียงระหว่างพักการประชุม โดยเฉพาะเสียงจากพวกแกะ
พวกแกะเหล่านี้ ชอบร้องประสานเสียงกันว่า ‘สี่ขาดี สองขาเลว’ โดยไม่ได้ดูกาลเทศะ และมักร้องตอนสโนว์บอลอภิปรายเสมอ

แล้ว ความจริงก็ถูกเปิดเผย จากข้อตกลงเดิมที่ว่า ผลผลิตทั้งหลายจะได้รับการปันส่วนแก่ทุกตัวเท่าๆ กัน
แต่ก็พบว่าน้ำนมและแอปเปิ้ล ถูกลำเลียงไปเก็บที่ห้องของพวกหมู

สเควลเลอร์ จึงต้องออกมาทำหน้าที่สื่อสารกับสัตว์ทุกตัวว่า
อ๊ะ อย่าคิดว่าพวกหมูกำลังทำในสิ่งที่เห็นแก่ตัวและมีอภิสิทธิ์นะ
หมูน่ะ ไม่ได้ชอบนมและแอปเปิ้ลหรอก
แต่เราเหล่าหมูเป็นสัตว์ที่ต้องใช้สมองจำเป็นต้องรักษาสุขภาพของตนเอง
เพราะคงไม่มีใครอยากให้นายโจนส์กลับมาหรอกใช่ไหม

เพียงแค่พูดชื่อนายโจนส์ สัตว์ทุกตัวก็หัวหดและยอมรับโดยปริยายว่าน้ำนมและแอปเปิ้ล จะสงวนไว้เพื่อพวกหมูเท่านั้น

ความขัดแย้งครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อสโนว์บอลเสนอในที่ประชุมว่า
แอนิมอลฟาร์ม ควรจะสร้างกังหันลม เพื่อสร้างพลังงานไฟฟ้าทดแทนแรงงานสัตว์ และให้พลังงานแก่ เครื่องทำความอบอุ่นในหน้าหนาว
แต่นั่นต้องใช้แรงงานสร้าง 1 ปี ซึ่งหลังจากมีกังหันลมแล้ว สัตว์ทุกตัวจะสบายขึ้นและทำงานน้อยลงเหลือเพียง 3 วันต่อสัปดาห์

เมื่อสโนว์บอลอภิปราย นโปเลียนนิ่งเงียบไม่เสนอแผนการใดๆ แต่มักพูดว่า สิ่งที่สโนว์บอลทำจะต้องล้มเหลว

เหล่าสัตว์พูดกันว่า “สนับสนุนสโนว์บอล สามวันต่อสัปดาห์”, “สนับสนุนนโปเลียน อาหารเต็มราง”

เจ้าลา เบนจามิน เป็นตัวเดียวที่ดูนิ่งเฉย ไม่อยู่ฝ่ายใดมันไม่เชื่อว่าจะมีอาหารสมบูรณ์กว่าเดิม ไม่เชื่อว่ากังหันลมจะลดเวลาทำงานได้ไม่ว่าทางไหน ชีวิตก็ต้องดำเนินอย่างเคย คือ ทุกข์ยากลำเค็ญ

เบนจามินไม่ค่อยคุยกับใคร ดูเหมือนจะมีแต่บ็อกเซอร์ ผู้ซึ่งพูดเสมอว่าข้าจะทำงานให้หนักขึ้น เพียงตัวเดียวที่เบนจามินนับถือ

เมื่อถึงวันลงคะแนนเสียงเรื่องสร้างกังหันลม สโนว์บอลก็ลุกขึ้นอภิปรายด้วยคำพูดสวยหรู
นโปเลียนกลับอภิปรายโดยใช้เวลาไม่ถึง 30 วินาที ด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบาว่า กังหันลมเป็นเรื่องเหลวไหล

แล้วนโปเลียนก็ยืนขึ้น เรียกหมาทั้ง 9 ตัวที่แอบเลี้ยงเอาไว้ ออกมาไล่งับสโนว์บอลจนสโนว์บอลต้องหนีออกไปจากแอนิมอลฟาร์ม ไม่ได้กลับมาอีกเลย

เมื่อสโนว์บอลจากไป นโปเลียนประกาศยกเลิกการประชุมทุกวันอาทิตย์ ยกให้ปัญหาทุกอย่างเกี่ยวกับการปฏิบัติงานในฟาร์ม เป็นหน้าที่คณะกรรมการหมู คณะพิเศษ ที่มีนโปเลียนเป็นประธาน
สเควลเลอร์ ก็ออกมาทำหน้าที่อีกครั้ง โดยการบอกว่า คงไม่มีใครคิดหรอกนะว่า การเป็นผู้นำเป็นเรื่องสนุกสนาน ในทางตรงกันข้าม มันเป็นความรับผิดชอบที่ลึกซึ้งและหนักอึ้ง

“ไม่มีสหายตัวไหนที่จะมีความเชื่ออย่างหนักแน่นกว่าสหายนโปเลียนอีกแล้วที่ว่า สัตว์ทุกตัวมีความเสมอภาคกัน สหายนโปเลียนจะมีความสุขมากหากพวกเจ้าจะสามารถตัดสินใจเรื่องราวต่างๆ ด้วยตัวพวกเจ้าเอง แต่เพราะบางครั้งพวกเจ้าอาจจะตัดสินใจผิดพลาด”

“ความกล้าหาญยังเป็นสิ่งที่ไม่เพียงพอ ความภักดีและความเชื่อฟังเป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่า
การก้าวเดินที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้ศัตรูมีชัยเหนือเรา
แน่นอนคงไม่มีใครอยากให้นายโจนส์กลับมา”

และแล้ว โครงการสร้างกังหันลมก็ดำเนินต่อไป กำหนดแล้วเสร็จภายใน 2 ปี และสัตว์ทุกตัวจะได้รับส่วนแบ่งอาหารที่ลดลง

คำพูดของสเควลเลอร์อาจจะไม่ได้ทำให้สัตว์ทุกตัวเข้าใจได้ แต่เสียงขู่ของสุนัขก็ทำให้สัตว์ทุกตัวยอมรับไปโดยปริยาย

แล้วพวกหมู ก็ย้ายจากเล้าไปอยู่ในบ้าน

โคลเวอร์ ม้าอีกตัวซึ่งรู้สึกได้ว่าตัวเองไม่สบายใจต่อการเปลี่ยนแปลงก็อึดอัด มันอ่านหนังสือไม่แตก
แต่ก็พอจำได้ว่าการนอนบนเตียงผิดเพี้ยนไปจากบัญญัติ 7 ประการกล่าวไว้
ได้แต่รำพึงกับเบนจามิน ซึ่งดูไม่เห็นด้วยและไม่แยแสกับอะไรเลย
เหล่าสัตว์มาค้นพบภายหลังว่า  บัญญัติถูกแก้เป็น

“สัตว์จะไม่นอนบนเตียง พร้อมสิ่งปกคลุม”

แอนิมอลฟาร์ม เริ่มค้าขายแลกเปลี่ยนกับมนุษย์ ไข่ถูกนำไปขาย มันผิดความรู้สึกของแม่ไก่ ที่ถือว่าการพรากไข่ไปถือเป็นการฆาตกรรม ไก่จึงต่อต้านด้วยการปีนไปที่จันทัน แล้วออกทิ้งไข่ลงบนพื้น ผลที่แม่ไก่ได้รับคือ ถูกลงโทษ ไม่ให้รับส่วนแบ่งอาหาร ทำให้แม่ไก่ 5 ตัวต้องตายไป

ตลอด เวลาในแอนิมอลฟาร์ม แม้สโนว์บอลจะจากไปแล้ว แต่มีข่าวลือเสมอๆ ว่า สิ่งที่ผิดปกติล้วนเป็นฝีมือของสโนว์บอล
สโนว์บอลกลายเป็นอิทธิพลมืดที่ครอบงำให้ทั้งฟาร์มอยู่ภายใต้ความหวาดกลัว มีการปล่อยข่าวว่าสโนว์บอลกำลังวางแผนล้มล้างแอนิมอลฟาร์ม

สัตว์หลายตัวในแอนิมอลฟาร์ม ถูกฆ่าตายอย่างโหดร้าย เพียงเพราะรับสารภาพว่า ฝันถึงสโนว์บอล

เวลานี้ บัญญัติ 7 ประการ ได้ถูกทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น สัตว์จะต้องไม่ฆ่าสัตว์ด้วยกันเอง โดยไร้เหตุผล สัตว์จะต้องไม่ดื่มเหล้า มากเกินไป

เวลาผ่านไป ยุคของนายโจนส์หายไปจากความทรงจำแล้ว เหล่าสัตว์รู้แต่ว่าชีวิตปัจจุบันนั้น ลำเค็ญ พวกมันหิวและหนาว

สิ่งที่ทำให้มันยังอยู่ได้ก็คือ ศักดิ์ศรีในความรู้สึกของพวกมัน แต่ก่อนพวกมันเป็นทาส แต่เดี๋ยวนี้เป็นอิสระ เป็นชีวิตที่มีศักดิ์ศรีมากกว่าที่เคยมีมาก่อน

บอกเซอร์ ผู้มีคติประจำใจว่า ข้าจะทำงานให้หนักขึ้น ก็ทำงานจนล้มป่วยลงไป
นโปเลียนแสดงความเป็นห่วงจึงบอกว่าจะพาไปโรงพยาบาล แต่แท้จริงแล้ว ส่งไปโรงฆ่าสัตว์ ได้เงินมาซื้อเหล้าให้กลุ่มท่านผู้นำในฟาร์ม

สเควลเลอร์ จะคอยบอกสถิติตัวเลขของผลผลิตให้เหล่าสัตว์รับรู้เสมอว่ามีปริมาณอาหารที่เพิ่มขึ้นจากยุคก่อนอย่างไร ซึ่งพวกสัตว์ก็ได้แต่รับรู้
แต่ไม่เคยรู้ว่า ผลผลิตนั้นหายไปไหนและเมื่อเทียบกับยุคของนายโจนส์ มีผลผลิตเท่าไร

ท้ายที่สุด เหล่าหมูก็ลุกขึ้นยืนด้วยขาหลังสองขา พวกแกะที่เคยพร่ำร้องว่า สี่ขาดี สองขาเลว ก็เปลี่ยนมาร้องว่า ‘สี่ขาดี สองขาดีกว่า’

บัญญัติได้ถูกทำให้ชัดเจนเพิ่มขึ้น ว่า ‘สัตว์ทุกตัวมีความเท่าเทียมกัน แต่สัตว์บางตัวมีความเท่าเทียมมากกว่าสัตว์อื่นๆ’

ฉากสุดท้ายของแอนิมอลฟาร์ม เป็นฉากที่มนุษย์เข้ามาในแอนิมอลฟาร์มตามคำเชิญของท่านผู้นำนโปเลียน เพื่อยืนยันว่า
สัตว์และมนุษย์มีความเท่าเทียมกัน และแสดงให้มนุษย์ดูเป็นตัวอย่างว่าที่แอนิมอลฟาร์มนี้
สัตว์ชั้นต่ำทำงานได้มากกว่าขณะที่รับอาหารน้อยสุด จนเป็นที่เลื่องลือไปว่าแอนนิมอลฟาร์มมีการปันส่วนที่ต่ำ และเวลาทำงานยาวขึ้น

บุคลิกของตัวละครต่างๆ พบเห็นได้กับทุกยุคสมัย แต่ไม่ชัดเจน ตายตัว มีความลื่นไหล แถมยังมีพัฒนาการที่ซับซ้อนแยบยลขึ้นอีกด้วย

เดาว่า จอร์จ ออร์เวล คงมิได้คิดจะให้หนังสือเล่มนี้ เป็นเครื่องมือในการต่อต้านระบบใดๆ ตัวเขายึดมั่นในแนวคิดแบบสังคมนิยมประชาธิปไตยที่ไม่มีระบบชนชั้น ไม่เชื่อในบทบาทของรัฐ และไม่เชื่อในระบบทุนนิยม
สิ่งที่แอนิมอลฟาร์มจะบอก จึงไม่ใช่การหนีจากระบอบการปกครองแบบใด แต่หลีกหนีจากการกดขี่ของมนุษย์ที่กระทำต่อมนุษย์ด้วยกัน และชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างอำนาจที่ต่อสู้กันระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง

ออร์เวลไม่ได้เสนอทางออกใดๆ ให้แก่เหล่าสัตว์ แต่ดูเหมือนเขาจะบอกว่า การปฏิวัติไม่ได้นำไปสู่การปลดปล่อยที่ ‘ยั่งยืน’ และเขาทำให้เรารู้ด้วยว่า พล็อตบางพล็อต มันก็เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก

คำถามท้าทายพวกเราคือ คุณคิดว่า คุณคือใครในแอนิมอลฟาร์ม

  • นโปเลียน – เป็นหมูที่ไม่ค่อยพูด ดูเป็นตัวของตัวเอง
  • สโนว์บอล – หมูคล่องแคล่ว สร้างสรรค์
  • สเควลเลอร์ – ปราดเปรื่องในการพูด ถนัดเบี่ยงประเด็น ทำดำให้เป็นขาว
  • เจ้าม้ามอลลี่ – “ปฏิวัติแล้วจะยังมีน้ำตาลก้อนกินไหม”
  • เจ้าม้าบ็อกเซอร์ – “ข้าจะทำงานให้หนักขึ้น”
  • พวกแกะ – ชอบร้องประสานเสียงกันว่า “สี่ขาดี สองขาเลว” โดยไม่ได้ดูกาลเทศะ
  • เจ้าลา เบนจามิน – นิ่งเฉย ไม่อยู่ฝ่ายใด ไม่เชื่อว่าจะมีอาหารสมบูรณ์ ไม่เชื่อว่าจะเหนื่อยน้อยลง ชีวิตก็ต้องดำเนินอย่างเคย คือ ทุกข์ยากลำเค็ญ
  • เจ้าม้าโคลเวอร์ – ผู้ซึ่งรู้สึกไม่สบายใจเมื่อมีความเปลี่ยนแปลงอันไม่ชอบมาพากล

ข้อมูลแนบท้าย

  • Animal Farm มี ให้อ่านฉบับแปลภาษาไทย พิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชนแปลโดย เกียรติขจร ไชยแสงสุขกุล ท้ายเล่มมีบทวิเคราะห์แนบท้ายด้วย นอกจากนี้ ยังมีคนนำมาทำเป็นแอนิเมชั่น หาดูได้ตามทั่วไป
  • ละครเวทีเรื่อง แอนิมอลฟาร์ม… การเมืองเรื่องเศร้า ของภาควิชาศิลปะการละครคณะอักษรศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดแสดงครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2549 ณ โรงละครอักษรศาสตร์ แปลบทและกำกับการแสดงโดย พันพัสสา  ธูปเทียน

เรียบเรียงจาก: http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=10804.0


มิสเตอร์โจนส์ (Mr.Jones นำแสดงโดย Pete Postlethwaite) ชายขี้เมาผู้ขาดความเอาใจใส่ เป็นเจ้าของ แมนเนอร์ฟาร์ม (Manor Farm) ที่บรรดาสรรพสัตว์ต่างสุดทน กับพฤติกรรมความโหดร้ายทารุณของเขา และในวันหนึ่งขณะที่เขากำลังดื่มสุรากับเพื่อนคือ มิสเตอร์พิลคิงตัน (Pilkington) เป็นเวลาเดียวกันกับที่บรรดาสัตว์ทั้งหลาย ต่างนัดพบกันในโรงนา เพื่อฟังคำปราศรัยที่กล่าวถึงการปลดปล่อยโดย ผู้นำหมูเฒ่า (Old Major) ซึ่งปลุกกระแสความคิดที่น่าจับใจยิ่งนัก เขากล่าวกับพวกสัตว์ว่า มนุษย์เป็นต้นกำเนิดของการเอาเปรียบ นอกจากนี้ยังสอนให้บรรดาสัตว์ทั้งหลายใน Manor Farm ร่วมกันร้องเพลงปลุกใจ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความคิด ในการต่อต้านการกดขี่ของมนุษย์อีกด้วย

ขณะที่กำลังเมาฤทธิ์แอลกอฮอล์ มิสเตอร์โจนส์ได้ยินเสียงแว่วๆ จึงได้สืบหาที่มาของเสียงนั้น แต่ทันใดนั้นเองก็เกิดอุบัติเหตุโดยไม่คาดคิด ปืนที่มิสเตอร์โจนส์ถือเกิดลั่นไปคร่าชีวิต Old Major โดยไม่ได้ตั้งใจ และในวันต่อมาเจ้าหมู 2 ตัวคือ สโนว์บอล (Snowball) และ นโปเลียน (Napoleon) ได้บอกกับบรรดาสัตว์ทั้งหลายว่า มันทั้งสองจะเป็นผู้นำในการดำเนินรอยตามแนวทาง ความคิด และปฏิบัติของหมูเฒ่า Old Major

ไม่กี่เดือนต่อมา ด้วยความสะเพร่าไม่เอาใจใส่ของมิสเตอร์โจนส์ ที่ปล่อยให้สัตว์ในฟาร์มอดข้าวอดน้ำ ทำให้พวกมันสุดทนกับพฤติกรรมของเขา เพลงปลุกใจที่ดังก้องอยู่ในใจเมื่อครั้งที่หมูเฒ่า Old Major เคยสอนให้ร้องทำให้บรรดาสัตว์เริ่มฮึกเหิม พวกมันทั้งหมดจึงก่อการกบฏ ขับไล่มิสเตอร์โจนส์และภรรยาของเขา ออกจากฟาร์มไป ชีวิตของสัตว์ในฟาร์มจึงได้เริ่มเปลี่ยนแปลงนับแต่บัดนั้น สโนว์บอลจัดการเปลี่ยนชื่อ Manor Farm เสียใหม่เป็น Animal Farm และยังได้จารึกบทบัญญัติ สำหรับสัตว์ทั้งหลาย ไว้บนกำแพงโรงนา ซึ่งเป็นอันเข้าใจกันว่า เป็นคำสั่งประกาศิตนั่นคือ ห้ามสัตว์ทุกตัวนอนบนเตียงนอน และสัตว์ทุกตัวมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน

จากนั้นชีวิตของสัตว์ใน Animal Farm ก็ถูกกำหนดขึ้นอย่างเป็นรูปแบบ โดยมีสัตว์อื่นๆเป็นผู้ทำงาน ส่วนหมูเป็นผู้ควบคุมคอยสั่งงาน และบัญชาการ สโนว์บอลจัดแจงสอนพรรคพวก ให้อ่านออกเขียนได้ ภายใต้แนวคิด ลัทธิสัตว์นิยม (Animalism) มีคำขวัญ (Slogan) ในการดำรงชีวิตอยู่ในฟาร์มของบรรดาสัตว์คือ “สี่ขาดี สองขาเลว

ความไม่ชอบมาพากลเริ่มเกิดขึ้น โดยสัตว์ต่างๆได้รับรู้ถึงการละเมิดกฎของหมูผู้นำ เมื่อสโนว์บอลกับนโปเลียน ได้เก็บนมและแอปเปิ้ลไว้ สำหรับพวกของมันเองเท่านั้น นอกจากนี้นโปเลียนและสหายคู่หู สควีลเลอร์ (Squealer) ได้จัดการติดตั้งโทรทัศน์ และเครื่องฉายหนังในโรงนาให้บรรดาสัตว์ต่าง ๆ ดูเพื่อเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจ ต่อเรื่องหมกเม็ดที่เกิดขึ้น และในขณะเดียวกัน มิสเตอร์โจนส์กับพวกของเขา ได้จัดการสอดแนม โดยการติดตั้งเครื่องรับวิทยุ เพื่อใช้ในการดักฟังความเคลื่อนไหว ของบรรดาสัตว์ในฟาร์มนี้ด้วย แล้วมนุษย์ก็ตัดสินใจที่จะต่อสู้ เพื่อยึดฟาร์มที่เคยเป็นของพวกเขากลับคืนมา สงครามในครั้งนี้ทำให้พวกสัตว์ในฟาร์มได้รับชัยชนะ จากการวางแผนยุทธศาสตร์ และความพยายามของสโนว์บอลในการใช้เครื่องไม้เครื่องมือ โดยบรรดาหมูได้เล็งกระบอกปืนไปยังประตูรั้ว เมื่อมิสเตอร์โจนส์กับพรรคพวกบุกเข้ามา นโปเลียนและสควีลเลอร์ ปรากฎตัวออกมาจากที่ซ่อน ภายหลังจากการต่อสู้ได้ยุติลง และได้รับชัยชนะในที่สุด

ต่อมาสโนว์บอลได้มีแผนการที่จะสร้างกังหันลม แต่นโปเลียนพยายามขัดขวาง เพราะไม่เห็นด้วยกับความคิดดังกล่าว ในระหว่างที่มีการโต้แย้งกัน เพื่อให้บรรดาสัตว์ลงความเห็น ว่าจะสร้างหรือไม่นั้น นโปเลียนได้ส่งสัญญาณ ให้กองกำลังสุนัขรับใช้ส่วนตัว บุกเข้าจู่โจม และวิ่งไล่กวดจนสโนว์บอลต้องหนี และหายสาบสูญไป จากนั้นก็กล่าวหาสโนว์บอลว่าเป็นกบฎ แล้วขโมยความคิดเรื่องกังหันลมมาเป็นของตน ทั้งยังยึดอำนาจภายในฟาร์ม และจัดการกับเสียงคัดค้านต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยใช้กำลังของเหล่าสุนัขรับใช้

ขณะเดียวกัน พวกมนุษย์ก็เรียนรู้ จากการเฝ้าสังเกต การพูดคุยกันของสัตว์ในฟาร์ม มิสเตอร์พิลคิงตัน ได้เข้าไปในฟาร์มในฐานะแขกผู้มาติดต่อ เพื่อดำเนินการตกลงเจรจากับนโปเลียนเรื่องการค้าขาย พร้อมกับทิ้งวิสกี้ไว้ให้ด้วย บรรดาสัตว์ต่างๆ เริ่มเกิดความรู้สึกกระอักกระอ่วน เมื่อหมูผู้นำได้ละเมิดกฎระเบียบของลัทธิสัตว์นิยม ด้วยการอาศัยอยู่ในบ้าน และนอนหลับบนเตียง เมื่อสัตว์บางตัวเริ่มสงสัยเรื่องกฎระเบียบ สควีลเลอร์ก็อธิบายว่า บางตอนของกฎ ได้ถูกแก้ไขเป็น “ห้ามสัตว์นอนบนเตียงที่มีฟูก” แล้ว โดยที่บรรดาสัตว์ต่างๆ ไม่แน่ใจว่ากฎได้กล่าวถึงฟูกไว้หรือไม่ แต่ถ้ามันจารึกอยู่บนกำแพง ก็สมควรจะเป็นเช่นนั้น

มิสเตอร์โจนส์ได้โอกาสที่จะแก้แค้น โดยจัดการวางระเบิดกังหันลม นโปเลียนโยนความผิดให้กับสโนว์บอลว่าเป็นผู้ก่อการกบฎ ทำให้กังหันลมเสียหาย และพวกสัตว์ทั้งหลายจะต้องเสียสละเวลาและพลังงาน ในการลงแรงช่วยกันสร้างกังหันลมขึ้นมาใหม่อีกรอบ พร้อมกันนั้น สควีลเลอร์ก็ได้ยกเลิกเพลงปลุกใจ ซึ่งเป็นสายสัมพันธ์เดียวที่เหลืออยู่ระหว่าง Animal Farm กับ Old Major โดยให้บรรดาสัตว์ทั้งหลาย หันมาร้องเพลงสรรเสริญตัวนโปเลียนแทน

ขวัญและกำลังใจของบรรดาสัตว์ เริ่มถดถอยลงทุกที เนื่องจากบรรดาสัตว์ต่าง ๆ ได้รับอาหารการกินไม่เพียงพอ นโปเลียนโยนความผิดทั้งหมด ให้กับสโนว์บอลเช่นเคย และสั่งให้บรรดาแม่ไก่ ต้องออกไข่เพื่อให้นำไปขาย แต่พวกแม่ไก่ปฏิเสธ โดยการออกไข่แล้วทำลายทิ้ง นโปเลียนจัดแจงปกปิดความจริง โดยการจัดฉายหนังสารคดี การบริหารงานที่หลอกลวง เพราะมีแต่เรื่องของความสุข ผลผลิตที่ดี และการเป็นผู้นำที่ดี ซึ่งตรงข้ามกับความจริง ที่มีแต่ความหิวโหย และการทำงานหนัก ขณะที่ผู้นำกำลังสุขสบายกับการดื่มสุราจนเมามาย

สัญญาณที่บ่งชี้ ให้เห็นการปกครองที่กดขี่ของนโปเลียน มีเพิ่มมากขึ้น เมื่อบ็อกเซอร์ (Boxer) ม้าเทียมเกวียนที่ซื่อสัตย์ เริ่มเจ็บป่วยจากการตรากตรำทำงาน โดยนโปเลียนให้สัญญาว่า จะนำไปรักษาที่โรงพยาบาล แต่สิ่งที่พวกสัตว์ทั้งหลายเห็นก็คือ บ็อกเซอร์ถูกบังคับให้ไปกับรถบรรทุกกาว จากนั้นบรรดาหมูก็จัดฉาก ให้ประกาศคำขวัญใหม่ที่ว่า “สี่ขาดี แต่สองขาย่อมดีกว่า” และมีการเปลี่ยนบัญญัติอีกครั้งเป็น “สัตว์ทุกตัวเสมอภาพเท่าเทียมกัน แต่สัตว์บางตัว ย่อมได้รับความเสมอภาคกว่าบางตัว

เจสซี่ (Jessie) สุนัขเลี้ยงแกะ ที่บรรดาลูกๆ ของมันถูกพรากไปเป็นสุนัขรับใช้ที่ดุร้าย ตัดสินใจแน่วแน่ที่จะหนีออกไปจากฟาร์ม สัตว์บางตัวที่หนีออกจากฟาร์ม ได้ย้อนกลับไปค้นหาความจริง แล้วก็พบว่าการบริหารของผู้นำ เป็นไปด้วยความล้มเหลว และพาไปสู่ความตกต่ำ ลูกของเจสซี่ตัวหนึ่ง ที่เคยเป็นสุนัขรับใช้ ได้หลบหนีจากความเลวร้าย และทักทายเจสซี่อย่างเป็นมิตร และในพลันที่สัตว์หนีออกมา ก็มีอนาคตที่ดีกว่ารออยู่ คือการได้รับความเห็นอกเห็นใจ จากครอบครัวใหม่ที่เข้ามาดูแล และลูกๆ รุ่นใหม่ของเจสซี่ก็อยู่อย่างมีความสุข


บริษัท นนทนันท์ เอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ภูมิใจเสนอภาพยนตร์เรื่อง Animal Farm ภาพยนตร์คุณภาพเยี่ยมที่ถูกนำเสนอ และถ่ายทอดโดยเหล่าบรรดาสัตว์นานาชนิด ซึ่งมีบทภาพยนตร์ที่โดดเด่น และอัดแน่นไปด้วยเนื้อหาสาระ ผสมผสานกับความน่ารักน่าชัง ในพฤติกรรมที่เหล่าบรรดาสัตว์เลียนแบบมนุษย์ แฝงไปด้วยการมองสังคมในเชิงอุปมาอุปมัย เปรียบเทียบสังคม และความเป็นจริงในสังคมมนุษย์ รวมถึงการกระทำต่าง ๆ ของผู้ที่เรียกตัวเองว่ามนุษย์ นับเป็นการกระเทาะเปลือกสังคม ได้อย่างละมุนละไม ที่เต็มไปด้วยคติเตือนใจหลายข้อ

Animal Farm เป็นเรื่องราวของเหล่าบรรดาสัตว์ทั้งหลาย ที่มีชีวิตอยู่ร่วมกันในฟาร์มแห่งหนึ่ง ซึ่งมี ชาวนาขี้เมาเป็นเจ้าของ แต่เพราะฤทธิ์สุรา ทำให้เขาละเลยและไม่รับผิดชอบ ไม่ใส่ใจดูแลบรรดาสัตว์ต่าง ๆ เป็นเหตุให้พวกสัตว์ทั้งหลายรวมตัวกันปฏิวัติ ยึดอำนาจจากเจ้าของฟาร์ม โดยมีผู้นำเป็นหมู 2 ตัว ชื่อสโนว์บอล และ นโปเลียน

Animal Farm สร้างจากบทประพันธ์เมื่อปี 1945 ของ George Orwell เจ้าของนวนิยายคลาสสิก 1984 กำกับโดย John Stephenson (Babe, Dr. Dolittle) ผู้บริหารฝ่ายสร้างสรรค์อาวุโส ของบริษัท Jim Henson’s Creature Shop ผู้ซึ่งเคยสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพต่าง ๆ มากมาย เช่น Pinocchio, 101 Dalmatians, English Patient, The Flintstones และ Dr. Dolittle เป็นต้น เขียนบทโดย Alan Janes (Winter Flight) และ Martyn Burke (Pirates of Silicon Valley)

Animal Farm พากย์เสียงโดย Kelsey Grammer (หมูหัวเสธ. Snowball); Ian Holm (หมู Squealer); Julia Louis-Dreyfus (ม้า Mollie); Julia Ormond (สุนัขเลี้ยงแกะ Jessie); Pete Postlethwaite (ลา Benjamin และพ่วงบทบาทแสดงเป็น Mr.Jones ด้วย); Paul Scofield (Boxer); Patrick Stewart (หมู Napoleon); และ Sir Peter Ustinov (หมูเฒ่า Old Major) ร่วมด้วย Alan Stanford (รับบท Mr. Pilkington), Caroline Gray (รับบท Mrs, Jones), Gail Fitzpatrick (รับบท Mrs. Pilkington), Joe Taylor (รับบท Mr. Frederick), Jimmy Keogh (รับบท Dennis), Noel O’Donovan (รับบท Eric)

ที่มา: http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/animalfarm/animalfarm.html

Politics,Movie